ท่ามกลางกระแสและเหตุการณ์การใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ทั้งการล่อลวง การละเมิด จนหลายฝ่ายเป็นห่วงกังวลกับการใช้งานไอซีที ที่เด็กและเยาวชนจะกลายเป็น ?เหยื่อ?
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วทุกสิ่งมีทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับการจัดการองค์ความรู้ เพื่อรับมือ และบางทีก็อยู่ที่มุมมองที่เกิดขึ้น
เพราะไอซีที เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ ?ผู้ใช้? ถ้าใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ จะเป็นพลังผลักดันสังคมอย่างยิ่ง
จากการที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลับมหิดล และสถาบันราชานุกูล ได้จัดงานเสวนาเรื่อง ?เด็กหัวใส… ฉลาดใช้ไอซีที? เป้าหมายหลักคือ การสร้างเครือข่ายส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง สามารถ ?สร้าง? และ ?ใช้? ไอซีที ได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 19 ต.ค. ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว บริษัทอินสไพร์ ประกาศผลการคัดเลือกมิสทีนไทยแลนด์ 2008 ภาคกลาง-กรุงเทพฯ จากยอดผู้สมัครทั้งสิ้น 1,330 คน โดยคณะกรรมการตัดสิน ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ประกวด 180 คน จากประวัติ คุณสมบัติ รวมถึงการแสดงความสามารถพิเศษของผู้สมัครแต่ละคน
ผลการคัดเลือกปรากฏว่า ผู้สมัครที่มีประวัติโดดเด่น และได้รับการจับตามอง ได้ผ่านการคัดเลือกตามคาด อาทิ น.ส.หริธมา เชียรสงค์ หรือ น้องพริม อายุ 25 ปี บุตรสาวคนเล็กของ กุ้ง-กิตติคุณ เชียรสงค์ นักร้องชื่อดัง, น.ส.พัดชา? กิติไพรวัลย์ หรือน้องพุดจีบ อายุ 17 ปี ลูกพี่ลูกน้องของน้องปอย-ตรีชฎา มาลยาภรณ์, น.ส.รัตติกานตน์ กิล์ล หรือน้องลิซ่า อายุ 16 ปี ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย หลานสาวนักแสดงสาว มาริษา ฮอร์น และ น.ส.กรวิกา กอวรกุล หรือน้องบีเบลล์ อายุ 18 ปี เชียร์ลีดเดอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ทายาทสาวคนโตแห่งนิรันดร์กรุ๊ป เจ้าของ อสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง
ทั้งนี้ การประกาศรายชื่อมิสทีนไทยแลนด์รอบ 45 คนสุดท้าย จากผู้สมัครทั่วประเทศ จะมีขึ้นในวันที่ 20 ต.ค. 2551 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว.
แหล่งที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=180126&NewsType=1&Template=1
สธ.-เกษตร-คลัง ร่วมมือคุมเข้มตรวจสอบนมผงนำเข้า เพื่อผลิตอาหารสัตว์ทุกลอต หวั่นลักไก่นำไปทำ ?เบเกอรี่? ด้านผู้บริหาร นมมะลิ ยันสินค้าลอตอื่น ปลอดสารเมลามีน รอผล อย. ตรวจสอบย้ำอีกครั้ง พร้อมเก็บสินค้าออกจากตลาดทั้งหมด คาดทุกอย่างจบในสัปดาห์หน้า ขณะที่ เอสแอนด์ พี แจงคุกกี้ปลอดภัยไร้สารเมลามีน
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช. สาธารณสุข กล่าวว่า ถึงความคืบหน้า การเดินหน้ามาตรการตรวจสอบและคุมเข้มนมและผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนสารเมลามีน ว่า ตนได้ทำหนังสือถึง รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.คลัง เพื่อความร่วมมือให้ด่านศุลกากรทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 32 ด่าน ในการแจ้งนมผงที่นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ทุกลอต เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีการนำนมดังกล่าวมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ โดยนำมาผลิตอาหารให้คนกิน ซึ่งนมดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเมลามีนได้ จึงขอให้ช่วยแจ้ง อย. รับทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด้านอาหารและยา ทำการสุ่มตรวจด้วยว่า มีเมลามีนปนเปื้อนหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
นาย วิชาญ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าในการตรวจหาสารเมลามีน ในผลิตภัณฑ์ ของบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ซึ่งผลิตนมตรามะลินั้น ล่าสุดทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้แจ้งผลการตรวจวิเคราะห์เพิ่ม 3 ราย การ ในจำนวนนี้ 2 รายการ ไม่พบการปนเปื้อนสารเมลามีน มีเพียง 1 รายการเท่านั้นที่พบการปนเปื้อน แต่พบต่ำกว่า 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือ 1 พีพีเอ็ม ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานการปนเปื้อนที่ อย.กำหนด คือ 2.5 พีพีเอ็ม? จึงถือว่ามีความปลอดภัย
ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าที่ อย. ต้องการตรวจนมผงที่นำเข้าจากประเทศจีนที่แจ้งว่านำมาเป็นอาหารสัตว์ เพราะอาจจะมีการนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น นำไปทำเบเกอรี่ จึงจำเป็นที่ อย.จะต้องมีการตรวจสอบที่ต้นทางการนำเข้าเพื่อเฝ้าระวังเอาไว้ มิใช่มาตรวจสอบที่ปลายทาง ส่วนกรณีที่ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ยืนยันว่า จากผลแล็บที่ส่งตัวอย่างนมข้นแปลงไขมันไม่หวาน สูตรน้ำมันปาล์มตรวจห้องแล็บเอกชน ไม่พบการปนเปื้อนนั้น นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าทางบริษัทนำผลิตภัณฑ์ในลอตใดไปตรวจ เพราะ อย.นำผลิตภัณฑ์จาก ลอตแรกที่มีอยู่ 40,000 กระป๋อง ไปสุ่มตรวจ ส่วนอีก 150,000 กระป๋อง ที่อายัดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการตรวจ ซึ่งหากไม่พบการปนเปื้อนก็จะอนุญาตให้จำหน่ายได้ แต่พบก็จะทำลายทั้งหมด โดยจะทราบผลได้ภายใน 5 วัน
ส่วน นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายนมตรามะลิ เปิดเผยว่าบริษัทไม่ได้นำเข้านมผงจากประเทศจีนมาผลิตสินค้า แต่นำเข้ามาจากประเทศนิวซีแลนด์ และขณะนี้ได้ให้ความร่วมมือเรียกเก็บสินค้าดังกล่าวออกจากตลาด และได้มอบเอกสารการผลิต การนำเข้าวัตถุดิบ อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้า เพื่อให้ อย.ตรวจสอบเพิ่มแล้ว โดยจะต้องใช้เวลา 2-3 วัน เก็บสินค้าออกจากตลาดทั้งหมด 10,000 ลัง หรือ 4 แสนกระป๋อง หลังจากนั้น จะแถลงข่าวร่วมกับ อย.อีกครั้งว่าสินค้าทุกรายการของบริษัทไม่มีสารปนเปื้อนเมลามีน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า โดยบริษัทต้องรอผลตรวจสินค้าจาก อย.ทั้งหมด 18 รายการ
?สินค้าลอตดังกล่าวได้ผลิตตั้งแต่ต้นปีเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และส่วนใหญ่จะขายหมดภายในระยะเวลา 1 เดือน จึงคาดการณ์ไม่ได้ว่า อย.ตรวจพบสารเมลามีนได้อย่างไร และจากการตรวจสอบสินค้าที่ผลิตในลอตต่อมา ก็ไม่พบสารเมลามีนปนเปื้อน จึงขอยืนยันว่าสินค้าของบริษัท ไม่มีสารเมลามีนปนเปื้อนแน่นอน?
ขณะที่ นายประเวศวุฒิ ไรวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ผู้ผลิตและจำหน่าย คุกกี้ตรา เอสแอนด์พี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวจากต่างประเทศระบุว่าพบสารปนเปื้อนเมลามีนในคุกกี้นม ของเอสแอนด์พีที่สวิต เซอร์แลนด์ว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ อย. ส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์คุกกี้ที่มีส่วนผสมของนมชุดเดียวกับที่ทาง อย.สุ่มเลือก ไปตรวจที่ห้องแล็บวิจัยทางโภชนาการที่มีชื่อเสียงในฮ่องกง 13 รายการ ไม่พบสารปนเปื้อนเมลามีนในผลิตภัณฑ์คุกกี้นมของเอสแอนด์พี ทำให้มั่นใจว่าผลการวิเคราะห์จาก อย.จะออกมาแนวทางเดียวกัน
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=179982&NewsType=1&Template=1
บริการใหม่จากแคนาดา อาศัยคุณสมบัติจีพีเอส หากพบมือถือกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว แปลว่าเจ้าของเครื่องขับรถอยู่
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : แคมเปญ”ขับไม่คุย” ฮิตไปถึงเมืองนอกเมืองนา ล่าสุดบริษัทในแคนาดาเปิดตัวซอฟท์แวร์เลขาเสมือน ป้องกัน “คนช่างจ้อ” คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ
เอกิสโมบิลิตี้ บริษัทเอกชนจากแคนาดา เผยถึง “ไดรฟท์ แอสซิสต์”? ว่า เป็นเทคโนโลยีการบริหารจัดการโทรศัพท์มือถือแบบพิเศษที่สร้าง เลขานุการส่วนตัวแบบเสมือนจริง สามารถจับสัญญาณโทรศัพท์หรือข้อความที่ส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือขณะที่รถ กำลังวิ่ง โดยการจับการเคลื่อนที่ของโทรศัพท์มือถือจากความเร็วของรถแล้วส่งข้อความไป ยังผู้ที่โทรเข้ามาว่า เจ้าของเครื่องอยู่ระหว่างการขับรถ พร้อมกับให้ทิ้งข้อความ หรือเบอร์โทรกลับเอาไว้
นอกจากนี้ซอฟท์แวร์ยังมีบริการพิเศษ ที่สามารถจำเพาะเบอร์สำคัญว่า คนที่โทรมาเป็นผู้ปกครองหรือที่ทำงาน เพื่อแจ้งว่า ผู้รับหรือเจ้าของ โทรศัพท์เครื่องนี้ กำลังอยู่ ณ ตำแหน่งไหน โดยใช้เทคโนโลยีพิกัดดาวเทียมที่มีอยู่ในอุปกรณ์ หรือการกำหนดตำแหน่งผ่านเซลล์ทาวเวอร์ที่รับส่งสัญญาณ เครือข่ายโทรศัพท์ที่เจ้าของเครื่องใช้อยู่ อย่างไรก็ดี ผู้ที่โทรเข้าสามารถแจ้งไปยังผู้ขับให้รับโทรศัพท์ได้ โดยชี้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน
“ไดรฟท์ แอสซิสต์” เป็นหนึ่งในบริการของเจ้าของเครือข่าย โดยสามารถแจ้งใช้บริการโดยแจ้งรับบริการเป็นรายเดือน
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/18/news_304454.php
“หยาด” บอกงงถูกจับคู่คบ “น้ำนิ่ง” ยันไม่ได้เจอฝ่ายชายนานนับปีไม่มีทีท่าจีบ พร้อมแจงรอยจ้ำทั่วตัวเกิดจากความซุ่มซ่าม ปัดถูก “ไผ่ วันพอยท์” ซ้อมหลังมีข่าวทะเลาะวิวาท เปรยไปขอนแก่นบ่อยแต่จำไม่ได้พักโรงแรมฉาวหรือไม่ รับชอบเปิดประตูอาบน้ำ คาดตนหุ่นไม่ดีพอที่จะมีคลิปเปลืออยหลุดเหมือนอย่าง “โฟร์-มด”
ถูกแมงเม้าท์ลือกันให้แซ่ดว่าขณะนี้นางเอกสาวหน้าแขก “หยาด หยาดทิพย์ ราชปาล” กำลังซุ่มปลูกต้นรักกับไฮโซหนุ่ม “น้ำนิ่ง ไอยคุปต์ กฤตบุญญาลัย” เพื่อนสนิทของอดีตแฟน “โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร” พอได้ยินเรื่องนี้สาว “หยาด” ถึงกับร้องเสียงหลง ปฏิเสธแบบงงๆ บอกตนไม่ได้เจอฝ่ายชายนานนับปีก่อนเผยถึงความที่กลัวผีมากจึงชอบเปิดประตู อาบน้ำทุกครั้งที่เข้าไปพักในโรงแรมต่างจังหวัด ปลอบตัวเองอาจไม่มีคลิปหลุด
“พี่น้ำนิ่งไม่จริงคะ น้องหยาดรู้จักพี่น้ำนิ่งสมัยตอนที่คบอยู่กับพี่โอ๊ค หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอพี่นิ่งอีก เจอพี่นิ่งบ้างเวลาที่ไปงานตามสถานที่ต่างๆ แต่ว่าไม่ได้เจอกันเป็นการส่วนตัวค่ะ ไม่ได้โทรคุยกัน ไม่ได้สนิทกัน หยาดเองก็ยังงงอยู่ว่าข่าวมันออกมาได้ยังไง ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ยังพอโอเคแต่ตอนนี้ก็ไม่ได้เจอพี่นิ่งนะค่ะ ไม่เคยไปไหนด้วยกันมีแต่ไปเจอกันที่ร้านอาหารอะไรอย่างเนี้ย ประมาณเป็นปีแล้วคะ”
ยันอีกฝ่ายไม่มีทีท่าขายขนมจีบ
“ไม่จีบ พี่นิ่งไม่จีบหยาดหรอก จะเป็นเพื่อนกัน เมื่อก่อนจะเจอกันบ่อยมาก เพราะหยาดจะสนิทกับเพื่อนเขาแต่ตอนนี้ไม่ได้เจอเราเป็นพี่เป็นน้อง เจอก็ไหว้ทักทายกัน แต่เป็นพี่น้ำนิ่งเนี่ยงงมาก ข่าวไม่ซีเรียสหรอกค่ะเพราะกับพี่นิ่งก็รู้จักกัน กับแม่พี่นิ่งก็รู้จักกันค่ะ ไม่ได้ซีเรียสอะไร หลังจากเป็นข่าวก็ยังไม่ได้คุยกันเลย ยังไม่มีเบอร์พี่นิ่งเลย”
คุยไปคุยมากระจอกข่าวก็เหลือบไปเห็นรอยจ้ำตามเนื้อตัวของนางเอกสาว แย๊บถามถึงข่าวก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวมีเรื่องกับทะเลาะกับ “ไผ่ วันพอยท์” อย่างพอดิบพอดี สาว “หยาด” โร่แก้ตัวยันรอยจ้ำที่เห็น
“อันนี้หยาดโดนลวดหนามที่มันเป็นเหล็กๆ ที่กำแพงบาดเอาค่ะ ส่วนที่เท้าหยาดไปถ่ายละครที่ระยองไปวิ่งเล่นที่ชายหาดแล้วไปสะดุดก้อนหิน หัวทิ่มขมำ แล้วพอดีมันมาซ้ำกันที่เดี๋ยวสองแผล แต่ที่แขนเป็นก่อนค่ะ หยาดเป็นคนซุ่มซ่ามอยู่แล้ว ถ้าสังเกตจะเห็นเขียวตลอดค่ะ แล้วหยาดสายตาสั้นด้วย วันนั้นไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์แล้วไปเดินเล่นมันก็เลยสะดุดค่ะ”
“ถ้าถามถึงเรื่องแผลอะไรพวกเนี้ย หยาดเป็นคนที่เป็นพวกนี้ประจำอยู่แล้วหยาดจะซุ่มซ่ามมาก เดี่ยวก็สะดุดล้มโน่นล้มนี่เป็นประจำอย่างล่าสุดโทรศัพท์หายบนรถแท็กซี่ก็ ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ”
พอบอกว่าโทรศัพท์หาย แกล้งแซวว่ากลัวจะมีคลิปหลุดทันกระแสเหมือนดาราคนอื่นด้วยหรือเปล่า นางเอกสาวยืนกรานไม่มีคลิปสยิวหลุดให้เห็นอย่างแน่นอน แต่เปรยจำไม่ได้ว่าเคยพักในโรงแรมฉาว จ.ขอนแก่น ตอนที่ไปโชว์ตัวหรือไม่ คาดตนหุ่นไม่ดีคงไม่มีคลิปเปลือยหลุด
“หยาดไม่กลัวหรอก เพราะไม่เคยถ่ายอะไรพวกนั้น แต่เวลาที่เราอ่านข่าวก็รู้สึกสงสารเขา รู้สึกแย่กับเขาเหมือนกันเพราะอย่างบางคนที่เขาโดนแอบถ่ายอะไรอย่างเนี่ย มันดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เราก็เป็นกำลังใจให้เขาค่ะ อย่างของเรา เราก็ไม่เคยถ่ายอะไร เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ระวังมากขึ้นเยอะ จนเดี๋ยวนี้เป็นโรคกลัวไปแล้ว จะไปนอนที่ไหนก็ต้องดูให้ดี อย่างขอนแก่นหยาดก็เคยไปโชว์ตัว แต่ไม่รู้ว่าหยาดไปนอนที่ไหนบ้าง แต่คงไม่มีหยาดออกมาหรอก หยาดหุ่นไม่ดี (หัวเราะ)”
“เวลาอาบน้ำหยาดเปิดประตูห้องน้ำด้วย หยาดกลัวผีเวลาที่หยาดไปนอนต่างจังหวัดหยาดก็ไปนอนกับแม่ หยาดก็จะเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้เลยกลัวผี แต่ตอนนี้กลัวกล้องแทนกลัวผีแล้วค่ะ (หัวเราะ)”
ที่มา : http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000122319
![]()
|
“เอชพี”เผยยุคเศรษฐกิจฝืดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต ออลอินวัน มาแรง คาดตลาดรวมถึงสิ้นปีเติบโต 25-30% จากตลาดรวมครึ่งปีแรกกว่า 6 แสนเครื่อง คาดปลายปีจะตกประมาณ 1.2-1.3 ล้านเครื่อง ล่าสุดส่งเครื่องพิมพ์ราคาประหยัดมาพร้อมเทคโนโลยีหมึกพิมพ์ Dual Drop ลงตลาด ชูจุดขายต้นทุนต่อแผ่นถูกสุดในตลาด เอชพีผู้นำตลาดอันดับ 1 คาดยอดขายเติบโต 40% สิ้นปีนี้
นายฐิตพล บุญประสิทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตและสแกนเนอร์ บริษัท ฮิวเลตต์ ? แพคการ์ด (ประเทศไทย) หรือเอชพี กล่าวว่า 2 ไตรมาสแรกที่ผ่านมาตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตออลอินวันมีการขยายตัวอย่างมาก โดยการเติบโตของตลาดรวมอิงค์เจ็ตออลอินวันมีการเติบโตเข้าใกล้ 70% ?โดยออลอินวันเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดอิงค์เจ็ตในปัจจุบันถึง 60%
จาก การเติบโตของตลาดอิงค์เจ็ตประเภทออลอินวัน ทำให้เอชพีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เอชพีมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ?ในปี 2550 เอชพีมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 38% ของตลาดรวม ?และในไตรมาสที่ 2 ?ปี 2551 เอชพีมีการเติบโต 75%
ผู้บริหารเอชพี กล่าวว่า ครึ่งปีแรกของปี 2551 คาดว่าตลาดรวมอิงค์เจ็ต ออลอินวันจะมีการเติบโตประมาณ 30% ในส่วนของเอชพีคาดว่าจะมีการเติบโตในครึ่งแรกประมาณ 69% โดยมีส่วนแบ่งในตลาดไตรมาสแรกประมาณ 35 % และในไตรมาสที่ 2 ประมาณ 38% ทั้งนี้คาดว่าสิ้นปี 2551 เอชพีคาดว่าจะมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 40%
ในส่วนตลาดรวมอิงค์เจ็ต ออลอินวัน นับถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตประมาณ 25-30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ?และเมื่อมองเป็นจำนวนเครื่อง 2 ไตรมาสแรกตลาดรวมตกประมาณ 6 แสนเครื่อง ?คาดว่าปลายปีจะตกประมาณ 1.2-1.3 ล้านเครื่อง ?ซึ่งเป็นการเติบโตเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาที่ตลาดรวมอิงค์เจ็ตออลอินวัน ประมาณ 1.05 ล้านเครื่อง
ผู้บริหารเอชพี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดปัจจุบันกำลังให้ความสำคัญกับตลาดอิงค์เจ็ต ออลอินวัน ซึ่งเป็นตลาดที่เอชพีเป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะในตลาดที่มีการใช้งาน ในลักษณะกึ่งโฮมยูส และบิสซิเนสยูสที่เป็นธุรกิจรายย่อยหรือไมโครบิสซิเนส ?ซึ่งต้องการใช้งานที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพในราคาย่อมเยาทั้งในแง่ของตัวเครื่องและหมึกพิมพ์ เอชพีจึงนำเสนอเครื่องพิมพ์ HP Deskjet F735 All-in-One ?เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้
HP Deskjet F735 All-in-One ?มาพร้อมเทคโนโลยีหมึกพิมพ์ Dual Drop ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีหมึกพิมพ์ล่าสุดจากเอชพีให้ความคมชัดในระดับเครื่อง พิมพ์เลเซอร์ และยังให้ภาพสีสันสดใส ให้ความเร็วในการพิมพ์ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์รุ่นดังกล่าวยังมีราคาเครื่องที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ ทั้งตัวเครื่องและหมึกรุ่น HP 703 ที่ราคาเพียง 320 บาทสำหรับหมึกดำ พิมพ์ได้สูงสุด 600 แผ่นต่อตลับ และพิมพ์สีได้จำนวนสูงสุดถึง 250 แผ่นต่อตลับ ด้วยราคาหมึกที่ 320 บาทเท่ากัน ?ซึ่งทำให้สามารถประหยัดได้สูงสุดถึง 150% เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์อื่นๆ
HP Deskjet F735 All-in-One มุ่งเจาะ 5 ตลาดหลักคือ 1. กลุ่มลูกค้าที่ต้องการงานพิมพ์คุณภาพภายใต้ต้นทุนต่ำทั้งต้นทุนต่อการพิมพ์ ต่อแผ่นและต้นหนุนหมึก 2. กลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการเจอกับปัญหาหมึกรั่วจากหมึกรีฟิว 3. กลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้รับการรับประกันจากการใช้หมึกแท้ราคาไม่แพง 4.กลุ่มโฮมยูส และไมโคร บิสซิเนส ?และ 5. กลุ่มลูกค้าที่งบประมาณจำกัดในวงเงินประมาณ 5 พันบาท
เอชพีทำตลาด HP Deskjet F735 All-in-One ในราคาราคา 3,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)โดยคาดว่าจะมียอดขาย HP Deskjet F735 All-in-One คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต และคาดว่าจะดึงยอดผู้ใช้หมึกแท้เอชพีเพิ่มขึ้น โดยจะชูจุดขายของประหยัดค่าใช้จ่าย ถูกสุด 51-52 ส.ต. ต่อการพิมพ์ต่อแผ่นสำหรับการพิมพ์ขาวดำเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นเป็นจุดขาย
Company Related Links :
HP
ที่มา http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000118873
ขณะที่รัฐบาลประกาศจะใช้แนวทางสมานฉันท์ เจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรฯที่ถูกหมายจับข้อหากบฏ ต่อมาวันที่ 5 ต.ค. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ก็ถูกตำรวจจับกุมตัวขณะออกไปใช้สิทธิ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ภายในหน่วยเลือกตั้งเขตดุสิต ทำให้ แกนนำพันธมิตรฯที่เหลืออยู่ประกาศยุติการเจรจากับรัฐบาลทันที พร้อมปลุกระดมแนวร่วมให้เข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบฯมากขึ้นนั้น
ตร.นำ ?จำลอง? ขึ้นศาลฝากขัง
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 6 ต.ค. พ.ต.ท.ภูเบศ เส้นขาว พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.นางเลิ้ง พร้อมกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง นำตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาที่ 1 คดีกบฏ ที่ถูกจับกุมได้ ขณะเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ไปขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษจำนวน 100 นาย ที่คอยดูแลกลุ่มพันธมิตรฯราว 200 คน ที่มาให้กำลังใจ พล.ต.จำลอง โดยเจ้าหน้าที่กันให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่บริเวณด้านหน้าศาลอาญา
แจงยิบทำผิด ก.ม.หลายมาตรา
คำร้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 51 เวลา 08.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สามเสน จับกุมตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ต้องหาที่ 1 ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 2521/2551 ลงวันที่ 27 ส.ค. 51 กล่าวหาว่า ร่วมกันสะสมอาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบเพื่อเป็นกบฏและเป็นกบฏ กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้ กำลังประทุษร้ายหรือสั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งการให้เลิก แต่ไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 113, 114, 116, 215 และ 216 ชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ปลุกระดมให้กระด้างกระเดื่อง
นอกจากนี้ผู้ต้องหาที่ 1 ยังร่วมกับพวก ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี ผู้ต้องหาที่ 2-9 ร่วมกันวางแผนกำหนดวิธีการบริหารการชุมนุม อย่างเป็นระบอบ โดยจัดตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัยเรียกว่า ?นักรบศรีวิชัย? มีผู้คนมารวมตัวกันตามที่กลุ่มผู้ต้องหาปลุกระดมชักชวนหลายหมื่นคน และกระทำการปิดถนนสาธารณะ ดำเนินการเคลื่อนกำลังในลักษณะที่เรียกว่าดาวกระจายไปตามสถานที่ราชการหลาย แห่ง และกลุ่มผู้ต้องหายังได้ปราศรัยปลุกระดมให้ประชาชนละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ปลุกระดมให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องไม่ยอมรับอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล โดยปราศรัยปลุกเร้าให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีความเกลียดชังรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ ก่อให้เกิดความรู้สึกชิงชังแตกแยกในหมู่ประชาชน รวมถึงการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล รวมกับพวกส่งคนบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ฯลฯ
ขออำนาจศาลฝากขัง 12 วัน
ภายหลังจากมีการยื่นคำร้องแล้ว พนักงานสอบสวนสรุปพฤติการณ์และการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดตามที่กล่าว มาข้างต้น ซึ่งพนักงานสอบสวนควบคุมตัว ผู้ต้องหาตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. 51 เวลา 11.00 น. แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบสวนพยานที่สำคัญในคดีจำนวนมาก รอผลตรวจพิสูจน์แผ่นบันทึกภาพและเสียง และผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา รวมทั้งผลการตรวจสอบเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของผู้ต้องหา และแนวร่วมของผู้ต้องหาที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดทั่วประเทศ จึงขอความกรุณาต่อศาลฝากขังผู้ต้องหานี้ไว้มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6-17 ต.ค. 51
ทนายพันธมิตรฯอ้างจับกุมโดยมิชอบ
ขณะเดียวกัน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ พล.ต.จำลอง ยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง และคำร้องขอให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง โดยอ้างว่าเป็นการจับกุมที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 90 เช่นเดียวกับกรณีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาที่ 7 ในคดีเดียวกัน ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งเวลา 14.00 น. ต่อมาศาลได้ออกนั่งบัลลังก์ที่ห้องพิจารณาคดี 701 เพื่อไต่สวนคำร้องฝากขัง และไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัว พล.ต.จำลอง ศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายพนักงานสอบสวนสามปาก ฝ่ายผู้คัดค้านสามปาก ซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงก็ยังไม่เสร็จสิ้น
ย้ำจัดชุมนุมเพื่อค้านแก้ รธน.
สำหรับรายละเอียดในการไต่สวนดังกล่าว นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตรฯ เบิกความเป็นพยานฝ่าย พล.ต.จำลอง ว่า ร่วมติดตามพันธมิตรฯมาตลอด ได้ศึกษาเหตุผลในการขอออกหมายจับขัดต่อข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น การสะสมอาวุธไม่มีหลักฐานใดๆ การชุมนุมของพันธมิตรฯมีหลักคือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเอื้อ ประโยชน์แก่พวกพ้องของคนในรัฐบาล การชุมนุมจึงเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญ ส่วนการตั้งข้อหากบฏ กลุ่มพันธมิตรฯไม่เคยประกาศตัวแย่งชิงการปกครองบริหารประเทศจากรัฐบาล แต่ออกมาปฏิเสธการบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ และไม่มีการแบ่งแยกราชอาณาจักรอันเป็นองค์ประกอบฐานกบฏแต่อย่างใด การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเป็นการปกป้องแผ่นดินจากกรณีเขาพระวิหาร การตั้งข้อหาหนักให้แกนนำนั้นมุ่งจะสลายการชุมนุมเป็นหลัก ถ้าพันธมิตรฯเป็นกบฏจริงก็ย่อมเข้าสลายการชุมนุมทันที การที่ตำรวจอาศัยหมายจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ไม่มีหน่วยงานด้านความมั่นคงใดยืนยันว่าพันธมิตรฯกระทำการเป็นกบฏ
หมายจับยังมีผลแม้ยื่นอุทธรณ์
ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เบิกความนาน 1 ชั่วโมง โดยอธิบายหลักการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต จนกระทั่งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนถึงเหตุการณ์ยึดทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน เป็นการต่อสู้โดยสงบ เพื่อเรียกร้องความถูกต้อง ขณะที่ฝ่ายตำรวจเบิกความสนับสนุนคำร้องฝากขังว่า แม้ฝ่ายพันธมิตรฯจะขอเพิกถอนหมายจับ แต่ตำรวจได้ขอให้ศาลคงหมายจับไว้ จนขณะนี้ศาลอุทธรณ์ ยังไม่มีคำสั่ง ดังนั้น หมายจับยังมีผลอยู่ เมื่อตำรวจไปพบผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผู้ต้องหาอ้างว่า การสอบสวนไม่ได้ทำที่เขตอำนาจสอบสวนของ สน.สามเสน เพราะว่า บช.น.สั่งการให้ตั้งคณะทำงานเป็นพิเศษไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 51
ศาลออกบัลลังก์อ่านคำสั่ง
กระทั่งเวลา 17.00 น. ศาลออกบัลลังก์อ่านคำสั่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นขอฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดยศาลพิเคราะห์แล้ว ได้ความตามคำร้องและจากการสอบผู้ร้อง ยืนยันว่าจากการรวบรวมพยานหลักฐานปรากฏว่า ผู้ต้องหาเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันชุมนุมและเคลื่อนไหว โดยจัดการชุมนุมและปราศรัยโจมตีขับไล่รัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย โดยเริ่มชุมนุมอย่างมีระบบ ต่อมาในวันที่ 18 มิ.ย.51 ผู้ต้องหากับพวกได้ประกาศว่า จะเคลื่อนกำลังไปบุกยึดทำเนียบฯ และได้พากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในบริเวณทำเนียบฯ เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ที่จะต้องเข้าประชุมตามปกติ มีผลทำให้คณะรัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปในอาคารทำเนียบฯได้ และผู้ต้องหากับพวกได้กระทำความผิดตามคำร้อง พนักงานสอบสวนจึงขอออกหมายจับ ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับผู้ต้องหากับพวก ต่อมาวันที่ 5 ต.ค. 51 เวลา 08.20 น. ตำรวจ สน.สามเสนได้จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ และกรณีมีเหตุจำเป็นที่จะต้องสอบสวนพยานอีกจำนวนมาก เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจได้บันทึกภาพและเสียงตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุม จึงต้องมีการส่งเทปบันทึกภาพและเสียงไปตรวจพิสูจน์ ประกอบกับต้องตรวจสอบการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มผู้ต้องหา และแนวร่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความจากผู้ร้องข้างต้น ถือได้ว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น และกรณีมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วรรคสาม
ให้ฝากขัง ?จำลอง? 12 วัน
ที่ผู้ต้องหาแถลงคัดค้านว่า หมายจับอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงถือว่าหมายจับมีผลระงับใช้ชั่วคราวนั้น เห็นว่าแม้ผู้ต้องหากับพวกจะยื่นอุทธรณ์ แต่ยังมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องถือว่าหมายจับของศาลอาญายังมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อคัดค้านที่ว่า พนักงานสอบสวนมีระยะเวลา 134 วัน ที่จะดำเนินการสอบสวนต่อเนื่อง? ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.51 จึงเป็นระยะเวลาสอบสวนที่พอสมควรแก่เหตุแล้วนั้น พนักงานสอบสวนผู้ร้องยืนยันว่า การสอบสวนจำเป็นจะต้องตรวจสอบและสอบปากคำพยานอีกจำนวนมาก ซึ่งยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ ประกอบกับกรณีเห็นได้ว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดคดีนี้เป็นการกระทำที่ต่อ เนื่อง และมีพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องจำนวนมาก เชื่อว่าการรวบรวมพยาน หลักฐาน และสอบปากคำพยานอันเป็นขั้นตอนในการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น กรณีจึงถือว่ามีเหตุจำเป็นที่ต้องขังผู้ต้องหาไว้ เพื่อทำการสอบสวนดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น คำคัดค้านของผู้ต้องหาประการนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้ 12 วัน และกำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ไม่ยื่นประกันตัว-ขอนอนคุก
จากนั้นทีมทนายความผู้ต้องหาได้แถลงต่อศาลเกี่ยวกับเรื่องการขอปล่อยตัว นั้น ศาลได้สอบถาม พล.ต. จำลองว่าจะยื่นขอประกันตัวหรือไม่ พล.ต.จำลองกล่าวว่า ไม่ขอประกันตัว เพราะการอยู่ในทำเนียบฯ เหมือนถูกคุมขังอยู่แล้ว ขอเปลี่ยนบรรยากาศไปอยู่ในเรือนจำ ทำเอาบรรดากองเชียร์ที่มาให้กำลังใจเฮกันลั่นห้องพิจารณาคดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัว พล.ต.จำลองลงไปชั้นใต้ถุนศาล เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ และยึดเอาโทรศัพท์ มือถือของ พล.ต.จำลองมอบให้ญาติเก็บไว้ จากนั้น พล.ต. จำลองและนายไชยวัฒน์ได้เดินขึ้นรถกระบะโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ฌฎ 1997 กรุงเทพมหานคร ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีการดัดแปลงติดตั้งลูกกรงไว้ท้ายรถ นำไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีบรรดากลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ จำนวน 100 คน คอยตะโกนให้กำลังใจแก่ทั้งสองคนด้วย
ก่อนหน้านั้น นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ได้ให้นายไชยวัฒน์เซ็นชื่อในใบขอประกันตัว เพื่อเตรียมการไว้ หากนายไชยวัฒน์จะเปลี่ยนใจอยากขอประกันตัว ขึ้นมา ส่วนที่ พล.ต.จำลองยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวนั้น ศาลนัดฟังคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 7 ต.ค.นี้ เวลา 14.00 น.
ศาลยกคำร้อง ?ไชยวัฒน์?
ขณะเดียวกัน เวลา 15.30 น. ศาลอาญาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งต่อหน้านายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาที่ 7 ในคดีกบฏ ที่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ร้อง (นายไชยวัฒน์) ถูกขังโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่าถูกจับโดยมิชอบ เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของพันธมิตรฯที่ขอเพิกถอนหมายจับไว้แล้ว และผู้ร้องได้ร้องให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หมายจับจึงต้องระงับไว้ชั่วคราว การที่ตำรวจเอาหมายจับดังกล่าวไปจับผู้ร้อง จึงจับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลเห็นว่าแม้ผู้ร้องกับพวกยื่นอุทธรณ์ให้เพิกถอนหมายจับ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ และกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน แต่ศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง จึงถือว่าศาลอาญามีอำนาจ หมายจับมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ตำรวจจึงมีอำนาจับได้ ที่ผู้ร้องอ้างว่าตำรวจจับตัวในบ้านพักโดยไม่มีหมายค้นนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ขณะถูกจับกุมผู้ร้องเปิดประตูจะเข้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านค้า เมื่อผู้ร้องเดินเข้าไปในบ้าน ตำรวจเข้าไปจับตัวในบ้าน เห็นว่าผู้ร้องเบิกความว่าถูกจับหน้าบ้านพัก ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุมผู้ร้องในขณะที่ผู้ร้องยืน อยู่บริเวณด้านนอกตัวบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายไชยวัฒน์เข้าเรือนจำ โดยมีเหล่ากองเชียร์พันธมิตรฯราว 300 คน ไปส่งที่รถเรือนจำ
ตร.ปฏิเสธวางแผนจับ ?จำลอง?
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการสั่งการจากรัฐบาล ไม่มีการวางแผนจับกุม พล.ต.จำลอง เป็นเรื่องที่ พล.ต.จำลองออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้ประกาศว่าจะไม่ออกมาใช้สิทธิ เมื่อออกมาแล้วถือว่ามาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหมายจับศาลอยู่ หมายจับระบุชัดว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พล.ต.จำลองมาดำเนินคดี เป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน ไม่มีใครคาดคิดว่า พล.ต.จำลองจะเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีเจตนาออกมาแสดงว่าต้องการให้ตำรวจจับกุมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นการระดมพลเหมือนที่ พล.อ.พัลลภ ปิ�น�มณี อดีตรอง ผอ.รมน.สันนิษฐานไว้ก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่กล่าวหาว่าตำรวจมีการวางแผนจับกุมจึงไม่เป็นความจริง ตำรวจยังใช้วิธีละมุนละม่อม เคารพให้เกียรติ พล.ต.จำลอง และยังอนุญาตให้ผู้ติดตามของ พล.ต.จำลองขึ้นรถไปด้วย และเมื่อภรรยาของ พล.ต.จำลองนำอาหารไปเยี่ยม ตำรวจก็อำนวยความสะดวกอย่างดี
ราชทัณฑ์จัดคุกรอ ?จำลอง?
ส่วนที่กรมราชทัณฑ์ นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงการดูแลความเป็นอยู่ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครว่า ต้องดูแลความปลอดภัย โดยต้องไม่ให้อยู่ร่วมกับผู้ต้องขังที่มีปัญหาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพันธมิตรฯ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน ทางเรือนจำจัดอาหารที่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว หรือหากว่าเรือนจำไม่สามารถจัดให้ได้ ญาติก็สามารถจัดมาให้ได้ หรือเป็นกรณีที่สั่งซื้อ หากบางอย่างไม่สามารถฝากได้ สามารถซื้อจากร้านค้าของเรือนจำ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ก็ไม่มีปัญหา เพราะมีผู้ต้องขังที่มีการกินอย่างนี้อยู่แล้ว เรื่องความปลอดภัยการดูแลเรื่องสถานที่ แดน ห้องนอน แยกจากผู้ต้องขังที่เป็นคู่กรณี เพื่อไม่ให้ไปปะปน
พันธมิตรฯจัดงานรำลึก 6 ตุลา
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ภายใน ทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าตลอดวันที่ 6 ต.ค. เหล่าผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯทั้งจากในและนอก กทม.เดินทางเข้ามานั่งฟังคำปราศรัยบนเวทีภายในทำเนียบฯเป็นจำนวนมาก และมีการเชิญผู้ที่เคยอยู่ร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา และ 14 ตุลา ขึ้นมาเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งมีการพูดกล่าวโจมตีว่าทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้ที่ปลุกระดมให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดและเข้าสลายการ ชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาภายในหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯมีการจัดนิทรรศการเหตุการณ์ 6 ตุลา เหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ โดยนำภาพถ่ายและหนังสือพิมพ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่สนใจเข้าชมอีกด้วย
ต้นข้าวในทำเนียบฯออกรวงแล้ว
ขณะเดียวกัน ต้นข้าวที่ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ชุมนุมปลูกอยู่บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ภายในทำเนียบฯ ได้ออกรวงข้าวแล้ว 4 กอ เป็นจุดสนใจแก่ผู้ชุมนุมที่พบเห็นต้นข้าวดังกล่าว ต่างพากันเข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุมภายในทำเนียบฯ ขณะนี้มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดทุกประตู โดยมีทั้งการ์ดผู้หญิงและผู้ชาย เน้นตรวจกระเป๋าสะพายและเป้ของผู้ชุมนุมที่นำเข้ามาในพื้นที่อย่างละเอียด โดยใช้เครื่องสแกนตรวจโลหะมาช่วยด้วย
?สมศักดิ์? อุบไต๋เคลื่อนไหวใหญ่
ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบฯ นายพิภพ ธงไชย และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ถูกจับตัวไปเมื่อวันที่ 5 ต.ค. โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า รูปแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯหลังจากนี้คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขอประชุมหารือกับแกนนำคนอื่นก่อนว่าจะมีแนวทางอย่างไร เนื่องจากว่า รัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้ว ถึงแม้ พล.ต.จำลองถูกตำรวจจับไปแล้ว แต่ได้มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ เพราะถือว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯจะต้องมีมติร่วมกัน ไม่ใช่เป็นความคิดของคนใดคนหนึ่ง มาตรการเคลื่อนไหวใหญ่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอมติของ 5 แกนนำ ส่วนที่มีข่าวว่าเราจะไปปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อตอบโต้รัฐบาลนั้น ขึ้นอยู่กับแกนนำทั้ง 5 คนว่าจะตัดสินใจอย่างไร รวมทั้งเรื่องการตัดน้ำตัดไฟ ต้องเป็นมาตรการของสหภาพรัฐวิสาหกิจว่าจะดำเนินการตอบโต้รัฐบาลด้วยวิธีการ ใด
ชี้ ?บิ๊กจิ๋ว? ถูกตบหน้าอย่างแรง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้แกนนำจะออกไปร่วมเคลื่อนไหวด้วยหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า อาจจะออกไปร่วมเคลื่อนไหวด้วย เพราะเราไม่ได้กลัวหมายจับครั้งนี้ เพราะข้อหาดังกล่าวไม่ชอบธรรม อย่างไรก็ตามการ ที่ พล.ต.จำลองออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จนถูกจับนั้น เป็นมติของทั้ง 5 แกนนำ เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในคำพูดว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ แต่กลับมาหักหลัง ถือเป็นการตบหน้าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี อย่างแรง และหากไม่มีการติดต่อมาจากรัฐบาลว่าจะขอเจรจากับพันธมิตรฯ ก็คงไม่มีแกนนำออกไปจากทำเนียบรัฐบาล
ฉะ รบ.ต้องการให้เกิดความรุนแรง
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า แกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คนไม่มีความซับซ้อนหรือเงื่อนไขใด เราคิดอะไรตรงไปตรงมา ง่ายๆ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามขอเจรจา ทำให้เราคิดว่ารัฐบาลคงไม่กล้าหลอกลวงหรือโกหกต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี บอกมาตลอดว่าอยากให้ประเทศชาติเกิดความสงบและเกิดความสมานฉันท์ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำต้องการให้เกิดความรุนแรง และเดินเกมให้จบเร็วขึ้น พวกเรานำคนเป็นแสนเป็นล้าน หากมีอะไรลับลวงพราง คงไม่มี ประชาชนมาร่วมกับเรามากมายขนาดนี้ และยิ่ง พล.ต.จำลองถูกจับ คนยิ่งออกมามาก ไม่มีถอย และพวกเรายืนยันไม่มีการแตกคอกันแน่นอน ในสถานการณ์วิกฤติขนาดนี้ยิ่งไม่มีแน่นอน
?จำลอง? ถูกจับไม่ใช่แผนระดมพล
ด้านนายพิภพกล่าวว่า กรณีที่ พล.ต.จำลองออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จนกระทั่งถูกจับกุมนั้น ไม่ได้เป็นแผนการปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯหรือเรียกคนให้ออกมาชุมนุมมากๆ แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และมีความตระหนักว่าอะไรผิดอะไรถูก พล.ต.จำลองถือเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามท่านจะต้องออกไปใช้สิทธิของคนไทยคนหนึ่ง ที่พร้อมจะตายไปกับความถูกต้อง รัฐบาลเป็นคนกำหนดเกม และสร้างให้เกิดความขัดแย้งในสังคมให้มากขึ้น ส่วนที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. ระบุว่า พล.ต.จำลองออกไปเพราะอยากให้ตำรวจจับนั้น มองว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างเพื่อนด้วยกัน พล.ต.จำลองคงจะโทรศัพท์คุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันแล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ถึงแม้ว่ามีการจับแกนนำ จุดยืนของพันธมิตรฯยังไม่เปลี่ยนแปลง จะต้องไล่รัฐบาลออกไปให้ได้ และการยึดทำเนียบรัฐบาลถือเป็นจุดสุดยอดแล้ว จะไม่ถอยออกจากทำเนียบฯอย่างเด็ดขาด
รัฐต้องการล้มโต๊ะเจรจา
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ชวลิตยืนยันว่าจะไม่ล้มเลิกการเจรจากับพันธมิตรฯ มีความคิดเห็นอย่างไร นายพิภพกล่าวว่า ต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลต่อไป เพราะที่ผ่านมาบอกว่าจะมีการติดต่อมาขอเจรจา แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด มีแต่โทรศัพท์มาพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบ ทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ซึ่งพันธมิตรฯไม่ได้ปิดกั้น ใครอยากมาก็มา แต่ต้องเป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจได้ แต่ปรากฏว่า ระหว่างการติดต่อกันอยู่ก็มาจับแกนนำไป ทั้งที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น เท่ากับว่ารัฐบาลต้องการล้มการเจรจาเอง
นปช.ให้กำลังใจตำรวจ
ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวจากฟากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยในเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กรรมการบริหารกลุ่ม นปช. พร้อมสมาชิกองค์แนวร่วม อาทิ องค์กรพิทักษ์ความเป็นธรรม วิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ 92.75 และสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย จำนวน 50 คน เดินทางไปมอบดอกไม้แก่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. โดยมีพล.ต.ต.มนู เมฆหมอก เลขานุการ สตช. เป็นตัวแทนผู้รับมอบ เพื่อแสดงชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. และตำรวจนครบาลที่ดำเนินการจับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในการ ปกป้องการใช้อำนาจเถื่อนทางการเมือง ทำให้เกิดการรัฐประหาร สร้างรัฐบาลเผด็จการ พร้อมทั้งขอให้ สตช.เร่งรัดจับกุมแกนนำกบฏพันธมิตรที่ยังหลงเหลืออยู่ และขยายผลจับกุมไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อกบฏของกลุ่มพันธมิตรฯด้วย การตั้งรางวัลนำจับ ขณะที่นายสนอง การะเกด โฆษกสถานีวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ 92.75 กล่าวว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษากฎหมายให้เคร่งครัดกว่านี้ โดยเฉพาะแกนนำกบฏที่เหลืออยู่ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ควรจับตายได้เลย
ผบช.น.ลั่นถ้าเจอแกนนำก็จับอีก
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลัง พล.ต.จำลองถูกจับกุมแล้ว สถานการณ์การชุมนุมยังเรียบร้อย มีผู้ชุมนุมมาที่ทำเนียบรัฐบาลประมาณ 2 หมื่นคน ส่วนการจัดกำลังรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆ ระหว่างวันที่ 6-9 ต.ค. ใช้กำลังตำรวจปจ. 7 กองร้อย รวม 1,050 นาย วางกำลังประจำจุดต่างๆดังนี้ บช.น. 1 กองร้อย แยกพระรูป ร.5 1 กองร้อย แยกวัดเบญจมบพิตร 1 กองร้อย แยกวังแดงและแยกประชาเกษม 1 กองร้อย แยก จปร. 1 กองร้อย เตรียมพร้อมที่ กก.2 บก.ตปพ. 1 กองร้อย สนามหลวง และรัฐสภาให้ บก.น.1 จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตามความเหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลจะแถลงนโยบายระหว่างวันที่ 7-9 ต.ค. ส่วนที่สถานีโทรทัศน์ NBT และบ้านพักนายกฯ ท้องที่ สน.ทุ่งสองห้องมอบหมายให้ บก.น.2? จัดกำลัง มั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ขอยืนยันจะไม่สกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดที่จะเดินทางมาสมทบที่ ทำเนียบฯ สำหรับแกนนำที่เหลือตามหมายจับนั้น หากพบก็จำเป็นต้องดำเนินการจับกุม แต่หากประสงค์จะมอบตัว ก็จะให้ความเป็นธรรมและสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนบรรยากาศที่ บช.น. ได้เกิดเหตุลางร้าย โดยปืนใหญ่โบราณที่ตั้งอยู่หน้าอาคารเกิดพังทรุดล้อหักลง ทำให้ตำรวจวิจารณ์ว่าเป็นลางร้ายบอกเหตุ เกรงว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะบุกเข้ามาใน บช.น.
มท.สั่ง ผวจ.อย่าสกัดม็อบเข้ากรุง
นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการรับมือกับแนวร่วมพันธมิตรฯที่จะเดินทางเข้ามาชุมนุมใน กทม.ว่า ได้บอกให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม และเคยทำหนังสือไปแล้วว่าให้ประสานไปยังผู้นำชุมชนที่ประชาชนให้ความเคารพ นับถือให้ช่วยทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่ถ้าผู้ชุมนุมยืนยันจะเดินทางมาร่วมชุมนุมที่ กทม. จะไม่มีการสกัดการชุมนุม หรือหากต้องการชุมนุมในพื้นที่จะให้ ผวจ.จัดสถานที่ชุมนุม และดูแลให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ต้องไม่ให้มีการบุกรุกสถานที่ราชการหรือปิดล้อมสนามบิน เพราะจะมีผลกระทบตามมามาก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีจังหวัดใดที่จะมีการปิดสนามบินอีก
?จิ๋ว? ระบุ ?จำลอง? ไม่ได้วางแผน
เมื่อ เวลา 10.00 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ติดต่อกัน พล.ต. จำลองเป็นคนห้ามไม่ให้เข้าไปพบในทำเนียบรัฐบาล เพราะ เกรงตนจะเสียในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงาน หากเข้าไปในทำเนียบฯแล้วไม่มีการดำเนินการอะไร จะเห็นได้ว่า พล.ต. จำลองมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้มีแผนการหรือเตรียมการมาให้ถูกจับ เพื่อให้ระดมคนมา อยากให้รู้จัก พล.ต.จำลองให้ดี ทั้งนี้ พล.ต.จำลองรู้ว่าจะต้องถูกจับแน่นอน แต่ ต้องการออกมาทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีที่ต้องออกมาลงคะแนนเสียง ไม่มีแผนการอย่างอื่น ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีอะไรลับหลัง สรุปแล้วทั้งสองฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่
ลั่นเดินหน้าเจรจาพันธมิตรฯต่อ
พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯคิดว่าต้องทำลายรัฐบาลหรือทำลายทักษิณเพราะเป็นนาย ทุน เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อนาคตของชาติมีทางออก เราต้องช่วยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายจับออกมานานแล้ว แต่ทำไมตำรวจถึงมาจับตัวในช่วงนี้ ทั้งที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี พล.อ.ชวลิตตอบว่า เมื่อเจอบุคคลที่ออกหมายจับ ความจริงถ้าไม่จับก็ได้ แต่ หากมีปัญหาอะไรก็ตายเลย ดังนั้น จะต้องเข้าใจทั้งสอง ฝ่าย ตำรวจก็ไม่อยากจับ เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็พี่น้องกันทั้งนั้น ยอมรับว่าเมื่อ พล.ต.จำลองไม่อยู่ ตนก็แย่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้จักคนอื่น หรือพูดกับคนอื่นไม่ได้ เพราะระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กับตนนั้น แม้จะไม่ใกล้ชิดกัน แต่ก็เยอะพอสมควร อยากให้ช่วยกัน ยืนยันว่าการเจรจาจะไม่ยุติลง จะพยายามติดต่อไปยังนายสนธิ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข
ยันไม่โดนเจาะยาง-ไม่ขัดแย้งนายกฯ
ต่อข้อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกมองว่า พล.อ. ชวลิตถูกเจาะยาง พล.อ.ชวลิตตอบว่า ?ไม่มีใครมาเจาะยางผมหรอก เจาะก็ไม่เข้า ยางตัน ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ไม่มีหรอกครับ ทุกคนมีความปรารถนาดี และหวังดีด้วยกัน ถ้า พล.อ.ชวลิตทำงานนี้ไม่ได้ ก็เพราะ พล.อ.ชวลิตมันห่วย ไม่ได้เรื่อง ไม่มีใครมาเจาะยาง แต่ทุกคนพยายามทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความสุข เกียรติยศ ชื่อเสียง รอเราอยู่?
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวเกิดความขัดแย้งกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิตตอบว่า ?เมื่อวานนี้ก็พูดคุยกันอยู่ ท่านบอกว่าโทรศัพท์มาหาผมเลย เพราะเราจะต้องอยู่ด้วยกัน ในรัฐบาลก็มีความหวังดี ไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่ม นปช.?
ปัดข่าวท้อแท้เตรียมลาออก
เมื่อถามว่า การเข้ามารับหน้าที่ครั้งนี้ดูเหมือนจะได้อำนาจไม่เต็มที่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า นี่คือการท้าทาย และไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่ติดขัด แต่ติดขัดมาตลอดชีวิต แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี ถ้าจิตใจเรามุ่งหวังเพื่อผลประโยชน์ ของประเทศชาติ มั่นใจว่าการเจรจาจะยังสำเร็จอยู่ การจับกุม พล.ต.จำลองก็ไม่ใช่ใบสั่งของรัฐบาล และไม่เชื่อว่าสถานการณ์ต่อจากนี้จะเกิดความรุนแรง เพราะได้ทำความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าอย่าไปแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ ปืนกับทุนมันแกว่งกันตลอด
เมื่อถามว่า หลังการเจรจากลุ่มพันธมิตรฯจะออกจากทำเนียบรัฐบาลเลยหรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า กลุ่มพันธมิตรฯไม่อยากจะอยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้ว เพราะทำเนียบรัฐบาลเป็นสัญลักษณ์เกียรติภูมิของชาติ ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่ข้อพิจารณาในรายละเอียดยังไม่ได้พูดคุยกัน เรื่องนี้ไม่มีใครเสียศักดิ์ศรี ไม่มีผู้แพ้ ผู้ชนะ มีแต่บ้านเมืองจะต้องชนะอย่างเดียว ทั้งนี้ งานที่เข้ามาทำไม่หนักและไม่ยุ่งยาก ไม่ได้ท้อแท้อะไร ส่วนกระแสข่าวตนจะลาออกนั้น ไปเอาที่ไหนมาพูด ไม่มี อย่าไปพูด
ปลัด กห.เชื่อไม่ซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ
พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วงกับการที่จะปลุกกระแสตรงนี้ขึ้นมา ในช่วงนี้ทหารจะเฝ้าติดตามไปก่อน ยังไม่เข้าไปยุ่ง ส่วนการจับกุมจะเป็นหลุมพรางของ พล.ต.จำลองหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นยุทธวิธีปลุกระดมพลของ พล.ต.จำลองหรือไม่ ปลัดกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า เป็นจิตวิทยามวลชนมากกว่า คงไม่เกี่ยวกับด้านแผนการทหาร ?พล.ต. จำลองมีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามวลชนที่เคยใช้มาตลอด ผมไม่แน่ใจว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้จะกลายเป็นเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 หรือไม่ คงไม่นำไปสู่ความขัดแย้งถึงขนาดนั้น เพราะตอนนั้น เป็นปัญหาระหว่างประชาชนกับทหารและรัฐบาลโดยตรง แต่ตอนนี้เป็นปัญหาประชาชนมากกว่า ส่วนที่หลายฝ่ายห่วงว่าจะกลายเป็นตุลาทมิฬ ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น แม้ฝ่ายพันธมิตรฯพยายามจะปลุกเร้า เพราะทหารอยู่ในกรอบ ไม่ออกมายุ่งเกี่ยว วางตัวเป็นกลาง ผมจึงไม่เชื่อจะเกิดเหมือนเหตุการณ์ในอดีต?
ทบ.ขอใช้พื้นที่เดินสวนสนาม
พ.อ.ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้ความสำคัญกับการเตรียมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช นครินทร์ โดยกำชับทหารที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญสูงสุดต่อการถวายงาน เพื่อเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ รวมถึงการเตรียมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ประจำปี 2551 ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมขอความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรฯให้ย้ายเวทีจากสะพานมัฆวานฯ เพราะเป็นเส้นทางสวนสนามในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ พ.อ.ศิริจันทร์ตอบว่า ที่ประชุมไม่มีการพูดถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เชื่อว่าคงต้องพูดคุยกับหลายฝ่าย หากยังอยู่ในพื้นที่ถนน เพราะพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ และพิธีถวายสัตย์ ปฏิญาณเป็นพิธีสำคัญอย่างยิ่ง
?ไกรศักดิ์? หวั่นสถานการณ์ปะทุ
นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีศาลยกคำร้องปล่อยตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรฯว่า จะเป็นการทำให้ สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น อยากให้รัฐบาลแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร ไม่ใช่เจรจาไปทุบไป หรือใช้ กลยุทธ์ในการจับเพื่อเป็นเครื่องมือในการเจรจา แต่ความจริงต้องการให้กลุ่มผู้ประท้วงอ่อนแอลง แต่มั่นใจว่าการจับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถทำให้การชุมนุมอ่อนแอลงได้ แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ ปะทุอีกครั้งเหมือนตอนพฤษภาทมิฬ ส่วนกรณีที่ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ยืนยันเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรฯต่อไปนั้น ขอให้เดินหน้าประสบความสำเร็จ แต่เชื่อว่าทางสำเร็จมีทางเดียวคือต้องขอให้คุณพระช่วย เพราะขณะนี้การเจรจาจบลงแล้ว
?เสน่ห์? ติงอย่าแก้ที่ปลายเหตุ
นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า การจับกุมนายไชยวัฒน์และ พล.ต.จำลอง เป็นสถานการณ์เบ็ดเตล็ดรายวัน แต่ปัญหาหลักอยู่ในเนื้อของการต่อสู้ที่พันธมิตรฯมองข้ามคือ ระบบรัฐสภาที่ล้มเหลว ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจได้ หากให้ บริหารประเทศต่อก็มีแต่แสวงประโยชน์ นักการเมืองล้มเหลว การตั้ง ครม.แบบแบ่งเค้ก ตนอยากให้มองพันธมิตรฯเป็นปรากฏการณ์นอกสภาที่ไม่ได้มาต่อต้านระบอบ ประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศได้ แต่ต้องไม่ เหยียบหัวประชาชน ต้องใช้อำนาจตามขั้นตอนเงื่อนไข ส่วนการเจรจาที่หวังจะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ มาแก้ปัญหาม็อบ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมยังยึดติดให้ ความหวังกับตัวบุคคลมากไป ส่วนพันธมิตรฯก็พลาดเรื่องการเมืองใหม่ ต้องให้สังคมระดมความคิดเห็น ไม่ใช่ พันธมิตรฯเสนอเอง เพราะย่อมถูกมองว่าต้องการมีส่วนอะไรหรือไม่ ดังนั้นอยากให้มองปัญหาหลักที่เกิดขึ้น
แจ้งกองปราบฯจับสันติอโศก
นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีองค์กรทางพระพุทธศาสนาร้องเรียนให้ดำเนินการกับกลุ่มสันติอโศก เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เลียนแบบพระสงฆ์ ทั้งยังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า พระสงฆ์ไทยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาฯได้ขอความร่วมมือไปยังกองปราบปรามให้ตรวจสอบพฤติกรรม ของกลุ่มสันติอโศกว่ามีพฤติกรรมตามที่มีผู้ร้องเรียนมาหรือไม่ เพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาฯไม่มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ ขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯกำลังรอผลการตรวจสอบจากกองปราบปรามอยู่ หากพบว่าสันติอโศกมีพฤติกรรมตามที่มีผู้ร้องเรียนมาจริง สำนักงานพระพุทธศาสนาฯจะแจ้งความต่อกองปราบปรามต่อไป
นายเสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ต.ค. องค์กรพุทธจะส่งทนายความไปแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินการกับสันติอโศก กรณีที่บุกสถานที่ราชการ และมีการแต่งกายรวมทั้งพฤติกรรมเลียนแบบพระสงฆ์
สื่อเทศฟันธงการเจรจาหยุดชะงัก
ขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศก็ติดตามสถานการณ์ การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยนายโทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิตยสารนิวยอร์กไทม์ส รายงานเมื่อ 6 ต.ค. ระบุว่าสังคมไทยเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของวิกฤติการเมืองอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการจับกุมสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ทั้งยังอ้างอิงคำพูดของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ซึ่งยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลเด็ดขาด ถึงแม้ว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พยายามใช้วิธีต่อรองเจรจาอย่างสันติกับแกนนำพันธมิตรฯ แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการดังกล่าวได้หยุดชะงักลง
คนเรือนหมื่นทยอยร่วมชุมนุม
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรฯในช่วงเย็นถึงค่ำ ประชาชนจากทั่วสารทิศที่สนับสนุนพันธมิตรฯทยอยหลั่งไหลเดินทางมาร่วมชุมนุม กันนับหมื่นคน ทำให้ต้องมีการปิดถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้ง ถนนราช�ดำเนินนอก แยกลานพระบรมรูปฯ ไปจดแยก จปร. พร้อมกันนี้ยังเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยโดยระดมการ์ดอาสาจำนวนมากมาคุม เชิงบริเวณทางเข้าออกการชุมนุมทุกทาง
ออกแถลงการณ์ฉะรัฐบาล
กระทั่งเวลา 19.10 น. นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 ขึ้นเวทีทำเนียบรัฐบาลอ่านแถลงการณ์มีใจความสรุปว่า ตามที่พันธมิตรฯใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธตั้งแต่วัน ที่ 25 พ.ค. มาเป็นเวลา 135 วัน เพื่อค้านการแก้รัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด เพื่อนำไปสู่การสร้างการเมืองใหม่ บัดนี้รัฐบาลหุ่นเชิดที่ขาดความชอบธรรมยังไม่แสดงความสำนึกและยังดื้อรั้นใน การบริหารประเทศต่อไป เราจึงขอความเห็นจากประชาชนที่มาร่วมชุมนุมใน 2 ประเด็น 1. กรณีที่ประธานรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร.เข้าสู่วาระพิจารณา 2. รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ต่อไปนี้คือเป็นการถ่วงเวลาดำเนินคดีกับผู้หมิ่นและทำลายความเชื่อถือของ สถาบัน มีความพยายามฟอกผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น การไม่ยกเลิกหนังสือเดินทาง และไม่แสดงความพยายามนำ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวมาขึ้นศาลไทย ปล่อยให้ดูหมิ่นกระบวนการยุติธรรมของไทย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยกเลิกแถลงการณ์ ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ยังปล่อยให้คนที่ร่วมใน ครม.นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาร่วมคณะรัฐบาล
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถือเป็นการย่ำยีคุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และยังให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อฝ่ายบริหารไม่มีความชอบธรรม เราจะให้รัฐบาลหุ่นเชิดจะใช้เวทีรัฐสภามาใช้แถลงนโยบายไม่ได้ จึงอยากขอมติขยายพื้นที่การชุมนุมโดยการเคลื่อนขบวนไปแสดงสัญลักษณ์ที่หน้า รัฐสภา การเคลื่อนขบวนครั้งนี้จะเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดใช้อำนาจต่อไป
อ้างมติไปปิดล้อมรัฐสภา
หลังอ่านแถลงการณ์เสร็จ แกนนำพันธมิตรฯได้ขอประชามติผู้ชุมนุม โดยการให้ยืนขึ้นปรบมือแล้วโห่พร้อมกัน ปรากฏว่าผู้ชุมนุมต่างปฏิบัติโดยพร้อมกัน เป็นการแสดงมติว่าจะเดินทางไปกดดันรัฐบาลที่หน้ารัฐสภา นอกจากนี้ยังประกาศย้ำว่าจะต้องมีการยึดพื้นที่การชุมนุมบริเวณทำเนียบฯ และสะพานมัฆวานฯเหมือนเดิม โดยระบุว่าการขยายการชุมนุมไปหน้ารัฐสภานั้นจะเป็นหน้าที่ของแกนนำรุ่น 2 เป็นผู้คอยดูแล แบ่งกำลังเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งไว้ในทำเนียบฯ อีกส่วนหนึ่งแบ่งไปหน้ารัฐสภาแล้วจึงประกาศให้ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณถนน พิษณุโลก ถนนราชดำเนิน และสะพานมัฆวานฯ เตรียมการเคลื่อนขบวนทันที
เลขาสภาฯ มั่นใจยังประชุมได้
ขณะเดียวกัน นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯจะยกพลมาปิดล้อมรัฐสภาเพื่อประท้วงกดดันรัฐบาลไม่ ให้แถลงนโยบายว่า กำลังติดตามดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ปิดประตูเข้าออกทุกด้าน เพราะไม่ต้องการให้มีการบุกรุกเข้ามาในรัฐสภา ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน อาจมีการทำลายข้าวของได้ ส่วนการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 7 ต.ค.นี้ เจ้าหน้าที่ ได้กันประตูทางเข้าออกด้านถนนราชวิถี และประตูด้านหน้าฝั�งตรงข้ามสวนสัตว์ดุสิตให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าออกแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการปิดทางเข้าออกจน ส.ส.และ ส.ว.ไม่สามารถเข้าประชุมได้ มีการเตรียมสถานที่สำรองไว้บ้างหรือไม่ นายพิทูรตอบว่า ดูสถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่า ส.ส.และ ส.ว.คงเข้าออกสภาได้ตามปกติ แต่ยังไม่ได้แจ้งสถานการณ์ให้ประธานรัฐสภารับทราบ แต่เชื่อว่าประธานคงติดตามดูสถานการณ์อยู่ อย่างไรก็ตาม ได้ขอพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคุ้มครองด้วย
ยกพลเดินเท้าล้อมรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 ขอมติเคลื่อนพลไปปิดล้อมรัฐสภาแล้ว นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวที ปลุกเร้าผู้ชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลทันที พร้อมประกาศปลุกระดมประชาชนให้ออกมาร่วมขบวนกันมากๆ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมนำโดยนายศิริชัย ไม้งาม นายสาธิต แก้วหวาน และนายสำราญ รอดเพชร ได้นำผู้ชุมนุมเดินขบวนจากลาน พระบรมรูปทรงม้าไปยังรัฐสภาตามถนนอู่ทองใน โดยมีพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นหัวขบวน ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาก็เริ่มปิดประตูทางเข้าออก รัฐสภา ด้านถนนอู่ทองใน และนำแผงเหล็กมากั้นประตูเป็นทางยาวตลอดแนวรั้ว ส่วนการ์ดพันธมิตรฯประมาณ 20 คนก็เป็นส่วนล่วงหน้าเดินทางไปเอารั้วเหล็กปิดกั้นถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือนถึงแยกอู่ทองใน พร้อมนำรถไปตั้งเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีชั่วคราว
แกนนำสลับขึ้นเวทีปราศรัย
กระทั่งเวลาประมาณ 21.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯก็เดินเข้าไปจนเต็มพื้นที่ถนนอู่ทองในและปิดประตูทางเข้าออก รัฐสภาทั้ง 3 ประตู โดยมีรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัย 2 คัน จอดขวางอยู่ เป็นการยึดพื้นที่โดยรอบรัฐสภาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีการวางลวด หนามกั้นเอาไว้ ทั้งถนนราชวิถี ถนนพิชัย แยกอู่ทองใน รวมทั้งประกาศขออาสาสมัครมาเพิ่มเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณตามจุดต่างๆ ซึ่งมีประชาชนที่ร่วมชุมนุมจำนวนมากเข้าไปนั่งขวางถนนเพื่อปิดการจราจร และมีการเสริมแผงเหล็กจำนวนมากกั้นไว้ และนำพลาสติกไปปิดกล้องวงจรปิดที่แยกพิชัย เพื่อไม่ให้ตำรวจรู้ความเคลื่อนไหว ส่วนการปราศรัยยังคงเป็นบทบาทของแกนนำทั้งนายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพชร นายสาธิต แก้วหวานรวมไปถึง นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีต ส.ว. และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ที่สลับกันกล่าวปลุกระดมให้คนมาร่วมชุมนุมกันมากขึ้น พร้อมกันนี้ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯที่ถูกหมายจับ ก็เดินเท้าออกจากทำเนียบรัฐบาลไปสมทบกับผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ท่ามกลางตำรวจปราบจลาจลราว 200 นาย คอยควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ภายในรัฐสภากลับมีแต่ความเงียบ
?สมชาย? โยนตำรวจจัดการม็อบ
เมื่อเวลา 21.40 น. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนมวลชนไปปิดล้อมรัฐสภาว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องดูแลให้เรียบร้อย ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าแต่พันธมิตรฯปิดล้อมรัฐสภาไว้หมดแล้ว นายกฯได้ถามกลับว่าแล้วเขาปิดล้อมทำไม ผู้สื่อข่าวตอบกลับไปว่าเพราะไม่อยากให้รัฐบาลแถลงนโยบาย นายสมชายจึงกล่าวว่า มันถูกต้องแล้วหรือ ตำรวจต้องดูแล เบื้องต้นต้องดูแลให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมได้ เพราะสภาเป็นที่ประชุมของผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ การขัดขวางมันก็ไม่น่าจะถูก นี่เป็นการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ห้ามเขาประชุม มันไม่ถูก
ยันไม่เลื่อนนัดแถลงนโยบาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ากำหนดการในวันที่ 7 ต.ค. ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายสมชายตอบว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นัดไว้ เราต้องไปตามนัด และยังไม่มีการเลื่อน แต่ตนยังไม่ได้คุยกับนายชัย เมื่อถามว่าจะให้สลายการชุมนุมภายในคืนนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ได้บอก แต่เป็นหน้าที่ตำรวจที่จะทำเพื่อให้มีการประชุมได้ เมื่อถามว่าต้องให้ทหารออกมาดูแลด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจก่อน เมื่อถามว่าประชาชนในต่างจังหวัดเริ่มเข้ามาสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ คิดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ นายสมชายตอบว่า ก็ไม่รู้วัตถุประสงค์ คิดว่าเราต้องทำงานเรื่อยๆ
ก๊วนอกหักได้ทีขย่มรัฐบาล
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กลุ่มโคราช ซึ่งพลาดหวังไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในการจัดตั้งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ได้ไปเดินดูบรรยากาศการปิดล้อมรัฐสภาของม็อบพันธมิตรฯแล้ว เห็นว่า ส.ส. และ ส.ว.คงไม่สามารถไปประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล เพราะไม่มีช่องทางให้เข้าไปในรัฐสภาได้ ถ้ารัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ก็อยากให้รัฐบาลทบทวนตัวเอง เนื่องจากไม่มีอำนาจบริหารบ้านเมืองได้แล้ว ถึงอยู่ไปก็ไม่สง่างาม
ที่มา http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=106781

เมื่อ ช่วงเช้าวันนี้ (7 ต.ค.) เกิดเหตุสุดสลด หลัง ?เจ้าหน้าที่ตำรวจ? ลุแก่อำนาจยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนจริงใส่ประชาชนสองมือเปล่าที่เข้าร่วม ชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการต่อต้านการแถลงนโยบายของ รัฐบาลที่บริเวณหน้ารัฐสภา ส่งผลให้ผู้ชุมนุม ?ขาขาด? และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก เหตุเพราะโดนสะเก็ดระเบิดอันเกิดจากกระสุนที่ตำรวจเป็นผู้ยัดเยียดให้ ประชาชน
สำหรับผู้บาดเจ็บขาขาดซึ่งนำส่งรักษาที่ ร.พ.วชิระ ทราบชื่อเบื้องต้น นายธัญญา คูณแก้ว อายุประมาณ 30 ปี โดยที่บริเวณขาซ้ายกระดูกแตกละเอียด แพทย์ไม่สามารถทำการรักษาได้ จึงจำเป็นต้องตัดขาตั้งแต่เข่าลงไป
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้นนำส่งรักษาที่ ร.พ.วชิระ ประมาณ 41 คน ร.พ.รามา 22 คน นอกจากนั้น
นอกจากนี้ มีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ นายกิตตินนท์ แก่นสาร ผู้สื่อข่าว จส. 100 ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีแผลแหวอะที่ด้านหลัง คาดว่าจะถูกระเบิดปิงปอง
โจรกากีสุดโฉด! ยิงแก๊สน้ำตา ทำร้ายประชาชนเจ็บระนาว(1)
โจรกากีสุดโฉด! ยิงแก๊สน้ำตา ทำร้ายประชาชนเจ็บระนาว(2)
|
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
|